กรกฎาคม 15,2026

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องประเมิน TAS 19 หรือไม่? ทำความเข้าใจในมุมมองมาตรฐานบัญชี
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งกำหนดให้นายจ้างบางประเภทต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว หลายองค์กร โดยเฉพาะฝ่ายบัญชีและการเงิน มีคำถามว่า
“เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องนำมาประเมินตาม TAS 19 หรือไม่?”
คำตอบคือ โดยหลักการแล้ว ไม่ต้องจัดทำการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) เนื่องจากกองทุนดังกล่าวมีลักษณะเป็น Defined Contribution Plan ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 19
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต
ในช่วง 5 ปีแรกของการบังคับใช้ ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และจะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับ TAS 19 อย่างไร
มาตรฐานการบัญชี TAS 19 แบ่งผลประโยชน์หลังออกจากงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- Defined Contribution Plan คือ โครงการที่นายจ้างมีหน้าที่เพียงนำส่งเงินสมทบตามที่กำหนด เมื่อชำระเงินครบแล้ว ภาระผูกพันของนายจ้างถือว่าสิ้นสุด
- Defined Benefit Plan คือ โครงการที่นายจ้างรับผิดชอบผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยการประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย
ดังนั้น การพิจารณาว่าต้องประเมิน TAS 19 หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็น “ผลประโยชน์พนักงาน” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาระผูกพันของนายจ้าง
เหตุใดกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่ต้องประเมิน TAS 19
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีลักษณะที่สอดคล้องกับ Defined Contribution Plan เนื่องจาก
- นายจ้างมีหน้าที่เพียงหักเงินสะสมของลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบของนายจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
- เมื่อได้นำส่งเงินเข้ากองทุนแล้ว นายจ้างไม่มีภาระผูกพันเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ลูกจ้างจะได้รับในอนาคต
- ความเสี่ยงด้านผลตอบแทนของกองทุนหรือความเพียงพอของเงินกองทุนไม่ได้ตกอยู่กับนายจ้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาระของนายจ้างจำกัดอยู่เพียง การนำส่งเงินสมทบตามกฎหมาย เท่านั้น ไม่ได้มีภาระในการรับประกันผลประโยชน์ในอนาคตให้แก่ลูกจ้าง
ด้วยเหตุนี้ จึง ไม่จำเป็นต้องจัดทำ Actuarial Valuation หรือคำนวณภาระผูกพันตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย สำหรับเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
แล้วบริษัทต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง บริษัทจะรับรู้ค่าใช้จ่ายตามจำนวนเงินสมทบที่ต้องนำส่งในแต่ละงวดบัญชี เมื่อมีการนำส่งเงินแล้ว ภาระผูกพันของนายจ้างก็ถือว่าสิ้นสุด จึงไม่มีความจำเป็นต้องคำนวณมูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันหรือรับรู้กำไรขาดทุนจากการประมาณการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Gain/Loss)
เปรียบเทียบกับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
แม้ว่ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดการจ้างงานเช่นเดียวกับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่การปฏิบัติทางบัญชีกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
| กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง | เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน |
| Defined Contribution Plan | Defined Benefit Plan |
| ไม่ต้องประเมิน Actuarial Valuation | ต้องประเมิน TAS 19 |
| รับรู้ตามเงินสมทบที่ต้องจ่าย | รับรู้ตามมูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพัน |
| ไม่มี Actuarial Gain/Loss | มี Actuarial Gain/Loss |
| ไม่มีการใช้ Discount Rate | ต้องใช้ Discount Rate ในการคำนวณ |
สิ่งที่องค์กรควรทำความเข้าใจ
แม้ว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว แต่ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะไม่ต้องประเมิน TAS 19 อีกต่อไป
ผลประโยชน์ที่เข้าข่าย Defined Benefit Plan เช่น เงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หรือผลประโยชน์ระยะยาวอื่น ๆ ที่นายจ้างยังคงมีภาระผูกพัน จะยังคงต้องได้รับการประเมินตามมาตรฐาน TAS 19 เช่นเดิม
ดังนั้น การเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างส่งผลให้ ไม่ต้องประเมินเฉพาะเงินสมทบของกองทุนดังกล่าว แต่ไม่ได้ยกเว้นการประเมินผลประโยชน์พนักงานประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ TAS 19
สรุป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างถือเป็นมาตรการสำคัญในการเพิ่มหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง และในมุมมองของมาตรฐานการบัญชี TAS 19 กองทุนดังกล่าวมีลักษณะเป็น Defined Contribution Plan เนื่องจากนายจ้างมีหน้าที่เพียงนำส่งเงินสมทบตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีภาระผูกพันเพิ่มเติมหลังจากนำส่งเงินแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องจัดทำการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคงต้องประเมินผลประโยชน์พนักงานประเภท Defined Benefit Plan เช่น เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และผลประโยชน์ระยะยาวอื่น ๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ TAS 19 อย่างครบถ้วน
หากองค์กรไม่แน่ใจว่าผลประโยชน์พนักงานแต่ละประเภทควรจัดเป็น Defined Contribution Plan หรือ Defined Benefit Plan การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการบัญชีและนักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะช่วยให้การรับรู้รายการทางบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
